ข่าวเทคโนโลยีล่าสุด

โดย ศรีสิทธิ์ วงศ์วรจรรย์ : ดูเหมือนว่าเทคโนโลยีไฮเทคที่เรามักจะเห็นในหนังสายลับต่างๆ จะไม่ได้มีให้เห็นแค่ในจออีกต่อไป แต่เรากำลังจะได้ใช้จริงแล้ว เพราะล่าสุดบริษัท SONY ได้พัฒนาคอนแทคเลนส์ให้เป็นสิ่งของที่มีนวัตกรรมอัจฉริยะมากขึ้น โดยทำให้สิ่งนี้สามารถถ่ายภาพนิ่งและบันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ด้วยการกะพริบตาเท่านั้น
โดยบริษัท SONY ได้นำเทคโนโลยี Nikola Tesla มาพัฒนากับตัวคอนแทคเลนส์อัจฉริยะนี้ ซึ่งในคอนแทคเลนส์จะประกอบไปด้วยการถ่ายภาพ ชุดคุมส่วนกลาง เสาอากาศ พื้นที่เก็บคลังข้อมูล และเซ็นเซอร์ ซึ่งมีการทดลองจนประสบความสำเร็จ และได้ทำการยื่นขอจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีนี้ขึ้น
ในส่วนของการทำงานของคอนแทคเลนส์อัจฉริยะนี้ จะทำการบันทึกภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวเวลาที่กะพริบตาเพื่อตั้งใจถ่ายภาพ โดยจะมีเซ็นเซอร์เพื่อแยกว่าตอนไหนคือการกะพริบตาปกติแบบไม่รู้ตัว และเวลาไหนคือการกะพริบตาเพื่อตั้งใจถ่ายภาพ โดยทาง SONY ได้อธิบายไว้ว่า ปกติแล้วคนเราจะกะพริบตา 0.2 - 0.4 วินาที ต่อครั้ง แต่หากเรากะพริบตาเกินกว่า 0.5 วินาที ต่อครั้ง ซึ่งถือว่าผิดปกติจากการกะพริบตาของมนุษย์ จะทำให้คอนแทคเลนส์ทำการบันทึกภาพและภาพเคลื่อนไหวในตอนนั้น
นอกจากนี้คอนแทคเลนส์อัจฉริยะนี้ยังทำงานแบบไร้สาย โดยใช้คลื่นวิทยุกับการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าของเทคโนโลยี Nikola Tesla มาทำให้เป็นการทำงานแบบไร้สาย ซึ่งแหล่งพลังงานจะมาจากสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ตที่เชื่อมต่อ ซึ่งจะสามารถทำการซูมและโฟกัสอัตโนมัติได้ด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม คอนแทคเลนส์อัจฉริยะนี้น่าจะยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบต่างๆ เพื่อให้มั่นใจและแน่ใจว่าปลอดภัย มีความเหมาะสม และเป็นนวัตกรรมชั้นดีที่พร้อมจะออกสู่ตลาดให้เราได้ใช้มันจริงๆ

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

สมมุติว่าวันหนึ่งคุณไปร้านก๋วยเตี๋ยวที่คุ้นเคยแถวออฟฟิส คุณนั่งลงและสั่งเมนูจานโปรด ไม่นานเกินรอ พนักงานร้านก็เดินมาเสิร์ฟ มื้อนี้ช่างง่าย ทันใจ อร่อย แถมยังถูกดีอีกด้วย แต่แล้วคุณก็ต้องสะดุ้ง เพราะเสียงสบถของพนักงานคนหนึ่งที่ดังขึ้นท่ามกลางลูกค้าที่กำลังทานก๋วยเตี๋ยวอย่างเอร็ดอร่อย บางสิ่งบางอย่างทำให้คุณรู้สึกไม่ค่อยดีกับร้านนี้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น จนคิดในใจว่าคงไม่กล้บมากินร้านนี้อีกต่อไป เพราะอะไรกันนะ ทั้งๆ ที่น้ำซุปเขาก็อร่อยและที่นั่งก็สบายดี
…มันคือประสบการณ์ของคุณอย่างไรล่ะ ที่ได้คะแนนติดลบไปเสียเรียบร้อยแล้ว
เรากำลังอยู่ในยุคสมัยของ Experience Economy ที่ซึ่งสินค้าที่หรูเลิศ ที่ตั้งแสนสะดวก และราคาที่ดี ไม่ใช่ปัจจัยชี้ชะตาธุรกิจที่สำคัญที่สุดอีกต่อไป โดย Pine & Gilmore ได้ระบุไว้ในปี 1998 ว่า “ประสบการณ์ เกิดขึ้นเมื่อบริษัทตั้งใจใช้บริการเป็นเวทีและสินค้าเป็นพร็อพ เพื่อเข้าถึงลูกค้าแต่ละคนในรูปแบบหนทางที่พึงสร้างเหตุการณ์ให้เป็นที่น่าจดจำและน่าประทับใจ”
เจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทั่วโลกในปัจจุบันต่างให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” นับตั้งแต่การพบหน้าลูกค้าครั้งแรก แผนการตลาด รูปแบบการขาย ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงงานบริการหลังการขาย ทุกองค์ประกอบเหล่านี้ล้วนมีส่วนเสริมสร้างประสบการณ์ของลูกค้า ในวันนี้ ประสบการณ์ ได้กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ องค์กรต่างๆ ทั่วโลกพบว่าเมื่อพวกเขามอบประสบการณ์ที่ดีเลิศแก่ลูกค้า พวกเขาจะได้รับผลตอบแทนทางธุรกิจที่ดีเกินคาด และในทางกลับกัน ประสบการณ์ลูกค้าที่ไม่ดีย่อมนำมาซึ่งบทลงโทษที่ธุรกิจต้องเผชิญ
คำถามคือเราจะสร้างประสบการณ์ที่ดีได้อย่างไร?
ประการแรกที่เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจ คือ ประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) หรือ CX นั้นแตกต่างจาก CRM
เราทุกคนรู้จัก CRM หรือการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer relationship management) ซึ่งทำหน้าที่บริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า โดยระบบ CRM จะให้ข้อมูลเชิงปฎิบัติการ หรือ O-Data (Operational data) ซึ่งจะช่วยบอกได้ว่าลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์อย่างไร (what) และเมื่อใด (when) บ้าง
อย่างไรก็ตาม CRM นั้นมีข้อจำกัด แม้ว่ามันจะสามารถตีแผ่ข้อมูลของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้วได้อย่างละเอียดละออ มันไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้นเกิดขึ้นด้วย “เหตุผล” ประการใด (why)
สิ่งที่เจ้าของธุรกิจในยุคนี้ต้องเข้าใจ
ประการที่สอง คือ การบริหารจัดการประสบการณ์ การบริหารประสบการณ์ (Experience Management) หรือ XM จึงกลายเป็นกลยุทธ์พิชิตเป้าหมายของธุรกิจชั้นนำของโลกในวันนี้ ซึ่งเป็นการผสานข้อมูล O-Data หรือข้อมูลเชิงปฏิบัติการของธุรกิจ (ข้อมูลที่ได้จากระบบ CRM) และข้อมูล X-Data หรือข้อมูลเชิงประสบการณ์ (ข้อมูลจากระบบ CX จากทั้งกลุ่มลูกค้าและพนักงานขององค์กร) เข้าด้วยกัน เกิดเป็นบทวิเคราะห์ความเชื่อ ความรู้สึก และอารมณ์ของกลุ่มยูสเซอร์ หรือกลุ่มผู้มีประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์ ที่ยืนอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงและข้อมูลที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งเอื้อให้ผู้บริหารองค์กรสามารถทำการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างละเอียด รอบคอบ และมีประสิทธิผล
XM คือกระบวนการมอนิเตอร์ทุกปฏิสัมพันธ์เชิงประสบการณ์ที่คนมีกับแบรนด์ ซึ่งมีเป้าหมายคือการหาช่องโอกาสที่จะปรับปรุงประสบการณ์ต่างๆ เหล่านั้นให้ดียิ่งขึ้นไปอีก กระบวนการดังกล่าวนี้ คือ อาวุธสำคัญ ที่ทำให้ธุรกิจสามารถรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว รวมถึงคาดการณ์หรือควบคุมปัญหาเหล่านั้นก่อนที่มันจะเกิดขึ้น

ปัจจุบัน องค์กรชั้นนำทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยได้หันมาขับเคลื่อนธุรกิจด้วย XM ดังเช่น Bualaung Securities: ใช้ XM ยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าต่อระบบธุรกรรมของบริษัทหลักทรัพย์
ทั้งนี้ Qualtrics มีจุดแข็ง ซึ่งแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด 3 ประการ คือ ประการแรก Qualtrics ใช้ดีพ เลิร์นนิ่ง ปัญญาประดิษฐ์ และแมชชีน เลิร์นนิ่ง เข้ามาช่วย เพื่อการระบุอินไซท์ที่ธุรกิจสามารถนำไปใช้ต่อยอดได้ ประการสอง XM™ Platform ของ Qualtrics ขับเคลื่อนโดยระบบอนาลิติกส์ ซึ่งองค์กรต่างๆ สามารถใช้เพื่อตอบโจทย์งานวิจัยที่มีความซับซ้อนสูง ประการสุดท้าย XM™ Platform ของ Qualtrics สามารถหาฟีดแบคแบบเรียลไทม์ พร้อมวิเคราะห์และหาอินไซท์
เพื่อให้องค์กรสามารถกำหนดกลยุทธ์และปฏิบัติการทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ ในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

OpenAI บริษัทค้นคว้าวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ในนครซานฟรานซิสโก สหรัฐฯ เปิดตัว ปัญญาประดิษฐ์ที่เขียนตัวอักษรเองได้ (the text generator) ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าจะถูกนำไปสร้างข่าวปลอม หรือข้อความสแปม (ข่าวขยะ) ที่มีลักษณะรังแกเหยียดหยาม ในโซเชียลมีเดีย
ก่อนหน้านี้บริษัทจัดว่าโปรแกรมนี้อันตรายเกินไปที่จะเปิดให้สาธารณะใช้ แต่ตอนนี้ได้เผยแพร่ระบบรุ่นใหม่ซึ่งทรงพลังมากกว่าเดิมออกมาแล้ว
บีบีซีและผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ ทดลองใช้ระบบที่ชื่อว่า GPT-2 นี้ดู ซึ่งเป็นระบบที่สร้างจากฐานข้อมูลจากหน้าเว็บถึง 8 ล้านแห่ง และสามารถสร้างข้อความใหม่ขึ้นโดยใช้ฐานจากข้อความเริ่มต้นที่คนป้อนไปให้
ระบบสามารถเขียนกลอนเชกสเปียร์ต่อจนจบบท และเขียนบทความเองได้
ทริสตัน กรีน เขียนบทความลงในเว็บไซต์ด้านเทคโนโลยี The Next Web ว่า เขารู้สึกกังวลกับระบบ GPT-2 เพราะ "มันเป็นตัวแทนของเทคโนโลยีประเภทที่มนุษย์คิดร้ายจะใช้ในการชักจูงผู้คน และผมคิดว่ามันอันตรายกว่าปืนชนิดไหน ๆ เสียอีก"
บีบีซีทดลองใช้ระบบด้วยการใส่ประโยค 2-3 ประโยคจากข่าวจริงของบีบีซีที่ระบุว่า : "Sogou เว็บไซต์ค้นหาของจีนได้สร้างคนหน้าเหมือนจากปัญญาประดิษฐ์เพื่ออ่านนวนิยายยอดนิยมด้วยเสียงของผู้เขียน"
และนี่คือผลลัพธ์ที่เอไอเขียนขึ้นมา :
"นักวิจัยระบุว่า วิธีการอ่านนี้ไม่ใช่แค่สิ่งประดิษฐ์ของผู้ใช้ Amazon Kindle เท่านั้น ผู้ใช้อุปกรณ์ของ Android ยังเป็นกลุ่มตลาดที่สำคัญสำหรับการอ่านแบบปลอม ๆ อีกด้วย มีหลายทฤษฎีที่จะช่วยอธิบายสิ่งนี้..."
นี่คือข่าวจริงที่คุณสามารถลองอ่านเปรียบเทียบดูได้
โนเอล ชาร์คีย์ ศ.ด้านคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยเชฟฟีลด์ ได้ทำการทดลองใช้ระบบนี้เช่นกัน แต่ก็ไม่ประทับใจเท่าไรนัก
"ถ้าซอฟต์แวร์ทำงานได้ดีเท่ากับที่ OpenAl อ้าง มันจะสามารถสร้างข่าวปลอมหรือข้อความปลอมที่ล่อให้คนคลิกได้ง่ายมาก แต่โชคดีที่ระบบ ณ ตอนนี้ ยังสร้างข้อความที่ฟังดูตลก และไม่เชื่อมโยงกันกับข้อความตั้งต้นที่ให้ไป"
ชาร์คีย์ ใส่ข้อความตั้งต้นไปว่า ไก่งวงเกลียดเทศกาลคริสต์มาส (Turkeys hate Christmas) แต่ข้อความที่ได้กลับมาคือ "ตุรกีเป็นชาติเดียวในโลกที่ไม่ฉลองเทศกาลคริสต์มาส" (Turkey is the only nation in the world that doesn't celebrate Christmas)
เดฟ คอพลิน ผู้ก่อตั้งบริษัทให้คำปรึกษาด้านปัญญาประดิษฐ์ The Envisioners ได้ลองทดลองระบบนี้เช่นกันโดยใส่คำตั้งต้นไปว่า "ชายคนหนึ่งเดินเข้าบาร์..." ผลลัพธ์ที่ได้กลับมาคือ "...และสั่งเบียร์ 2 แก้ว และเหล้าสก็อตช์ 2 แก้ว ตอนชายคนนั้นพยายามจะจ่ายเงิน มีชายสองคนมาเผชิญหน้าเขา คนหนึ่งตะโกนขึ้นว่า "นี่เพื่อซีเรีย" แล้วชายคนนั้นก็ถูกทิ้งให้เลือดไหลและถูกแทงที่คอ"
เขาบอกว่า ผลลัพธ์นี้เป็นบทเรียนว่า ระบบปัญญาประดิษฐ์ใด ๆ ก็ตามจะเผยให้เห็นอคติที่พบในฐานข้อมูล
คอพลิน บอกว่าเมื่อผ่านช่วงเริ่มต้นของการใช้ระบบลักษณะนี้ไปแล้ว สิ่งสำคัญที่คนในสังคมจะต้องมาถกเถียงกันคือ เราอยู่ในโลกลักษณะไหนที่นับวันข้อมูลที่สร้างโดยมนุษย์กับที่สร้างโดยระบบคอมพิวเตอร์ดูจะแยกออกจากกันยากมากขึ้น
ในตอนแรก OpenAI เป็นบริษัทไม่หวังผลกำไร ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2015 มีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนและพัฒนาการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในลักษณะที่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ
ในตอนแรก อีลอน มัสก์ ก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงทุนด้วย แต่เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทมาสักพักแล้ว

เครดิต : (BBC) https://www.bbc.com/thai

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานในหลายสาขา ทำให้บริษัทเทคโนโลยีของญี่ปุ่นต้องพัฒนาหุ่นยนต์ขึ้นมาช่วยทำงานในด้านต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งหุ่นยนต์ตัวล่าสุดซึ่งรับหน้าที่ชงกาแฟหอมๆ ตอนเช้าๆ
อย่าแปลกใจ ถ้ากาแฟถ้วยที่คุณดื่มที่ญี่ปุ่นจะไม่ได้ต้ม ผสมและชงโดยมนุษย์ แต่เป็นฝีมือของหุ่นยนต์ตัวใหม่ที่ผลิตโดยบริษัท QBIT Robotics
คุณมาซาฮิโร่ คาโน่ ประธานบริษัท QBIT Robotics กล่าวว่า ทางบริษัทผลิตหุ่นยนต์ชงกาแฟขึ้นมาเพราะต้องการสร้างความบันเทิงให้กับลูกค้าพร้อมกับกาแฟหอมๆ
บริษัท QBIT Robotics คือผู้ผลิตเครื่องจักรกลที่สามารถปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ได้ในหลายสาขา เช่น ความบันเทิงและบริการด้านอาหาร ซึ่งหุ่นยนต์เหล่านี้ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ญี่ปุ่นมีอัตราการเกิดต่ำ อายุเฉลี่ยของประชากรสูงขึ้น และเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานในหลายสาขาอาชีพ
คุณมาซาฮิโร่ คาโน่ อธิบายการทำงานของหุ่นยนต์ชงกาแฟนี้ว่า ลูกค้าต้องเริ่มด้วยการเดินไปสั่งกาแฟด้วยตัวเองผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ เหมือนกับเวลาสั่งกาแฟที่ร้านกาแฟทั่วไป จากนั้นก็ไปยืนรอดูเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ทำกาแฟตั้งแต่ต้นจนจบพร้อมเสิร์ฟ ซึ่งรวมถึงล้างเครื่องกรองกาแฟให้ด้วย
หุ่นยนต์ robo-barista
ตัวนี้มีระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถเรียนรู้ข้อมูลต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง รวมถึงลักษณะกาแฟที่ลูกค้าแต่ละคนสั่ง รวมถึงการแสดงออกของลูกค้าเมื่อได้จิบกาแฟแก้วนั้น เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาการทำงานต่อไป นั่นหมายความว่ามีโอกาสที่กาแฟแก้วต่อไปจะรสชาติดีขึ้นกว่าเดิม
คุณแอนน์ รูฟฟินู ลูกค้าของเจ้า robo-barista บอกว่า ตนรู้สึกสนุกสนานที่ได้สั่งกาแฟกับหุ่นยนต์ตัวนี้ ถือเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่น่าสนใจ
สำหรับรสชาติของกาแฟนั้น คุณกิลส์ รูฟฟินู ลูกค้าอีกผู้หนึ่งบอกว่า
"ใช้ได้เลยทีเดียว"
บริษัท QBIT Robotics ตั้งเป้าว่าจะขายหุ่นยนต์ชงกาแฟนี้ได้ 300 ตัว ภายในสองปี และนอกจากชงกาแฟแล้วยังจะพัฒนาให้ทำเครื่องดื่มอื่นๆ ได้ด้วย รวมทั้งอาจถึงขั้นทำอาหารได้ในอนาคต อย่างเช่น ก๋วยเตี๋ยวราเมนหรือแกงต่างๆ

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

โตเกียว, 5 ก.ค. 2019 /พีอาร์นิวส์ไวร์/ - Linne Corporation บริษัทสตาร์ทอัพเทคโนโลยี AI/AR บนมือถือ ที่มีสำนักงานอยู่ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เปิดให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน LINNE LENS ทางAppStore และ GooglePlay ทั่วโลกแล้ววันนี้ ในภาษาอังกฤษ ภาษาจีนประยุกษ์ ภาษาจีนดั้งเดิม ภาษาเกาหลี ภาษาไทย และภาษาญี่ปุ่น
LINNE LENS
คือ สารานุกรม AI ที่สามารถสแกนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว ด้วยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์บนอุปกรณ์ซึ่งพัฒนาขึ้นอย่างเป็นอิสระ แอปดังกล่าวสามารถรู้จำและบันทึกสิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่เคลื่อนที่พร้อมกันด้วยความเร็วสูงได้แบบเรียลไทม์ เพียงสแกนด้วยสมาร์ทโฟน แม้แต่ในบริเวณที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต เช่น ใต้น้ำ หรือ ในเขาลึก แอปนี้ตั้งชื่อตาม Carl von Linne บิดาแห่งอนุกรมวิธานสมัยใหม่
โดยเรามีเป้าหมายที่จะสร้าง “เลนส์ซึ่งสามารถรู้จำพืชและสัตว์บนโลกได้ทันที เพื่อทำให้ทุกคนได้กระจ่างถึงความอุดมสมบูรณ์ของโลกใบนี้เฉกเช่นผู้เชี่ยวชาญ”
ณ ขณะนี้ แอปรองรับสิ่งมีชีวิตราว 10,000 สายพันธุ์ โดยเน้นสิ่งมีชีวิตที่หาได้ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำและสวนสัตว์ ซึ่งรวมถึงปลา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลื้อยคลาน และแมลงหลากหลายชนิด ผู้้ใช้แอปสามารถเรียนรู้ชื่อและรายละเอียดข้อมูลทางชีววิทยาของสิ่งมีชีวิตได้ในทันที เพียงใช้สมาร์ทโฟนสแกนตู้แสดงสัตว์น้ำ สัตว์ในสวนสัตว์ซาฟารี ปลาที่เจอระหว่างการดำน้ำหรือตกปลา ตลอดจนนกหรือผีเสื้อที่บินอยู่ตามธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตที่พบจะถูกเพิ่มเข้าสู่คอลเล็กชั่นโดยอัตโนมัติ อีกทั้งผู้ใช้ยังสามารถหาความเชื่อมโยงที่ไม่คาดคิดระหว่างสิ่งมีชีวิตหลายชนิดได้โดยใช้แผนภูมิต้นไม้อนุกรมวิธาน
นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังสามารถอ่านข้อคิดเห็นจากเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำและสวนสัตว์ โดยขณะนี้ เราเป็นพันธมิตรกับสถาบันชั้นนำ 7 แห่งในญี่ปุ่น และมีแผนที่จะขยายความร่วมมือระดับโลกต่อไปในอนาคต
เกี่ยวกับ Linne Corporation
Linne Corporation คือบริษัทสตาร์ทอัพ AI ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2018 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะใช้แนวทางที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศ แนวคิดเบื้องหลังผลิตภัณฑ์ของเราคือ การเป็น “ดวงตาของผู้เชี่ยวชาญสำหรับทุกคน” ทั้งนี้ รายงาน IPBES ฉบับล่าสุดเผยให้เห็นว่า “สัตว์และพืชราวหนึ่งล้านสายพันธุ์กำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ และหลายชนิดอาจสูญพันธุ์ภายในช่วงทศวรรษ
เนื่องจากกิจกรรมของมนุษย์” แม้เป็นเรื่องยากที่บริษัทเดียวจะสามารถแก้ปัญหาใหญ่ระดับโลก แต่ด้วยความเชื่อของเราที่ว่า “เราสามารถจัดการได้เฉพาะสิ่งที่เราควบคุมได้” เราจึงมุ่งดำเนินการเพื่อเพิ่มความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโลกและสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติรอบตัวผ่านเทคโนโลยี AI/AR บนมือถือ ตลอดจนเพื่อสนับสนุนงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการติดตามตรวจสอบเชิงปริมาณโดยผู้เชี่ยวชาญผ่านทาง AI
วันนี้เราได้รับการยอมรับเป็นพันธมิตรใน NVIDIA Inception Program และได้รับรางวัลมากมาย ซึ่งรวมถึงรางวัล iF Design Award 2019 และรางวัล Excellence Award จากงานเทศกาล Japan Media Arts Festival ครั้งที่ 22

เครดิต : (INNnews) https://www.innnews.co.th

ไม่ว่าจะเป็นการทำงานโปรเจคที่ท้าทาย ถ่ายภาพและตัดต่อวิดีโอ หรือแม้แต่การเล่นเกมโปรด ซึ่ง กาแลคซี่ โน้ต 10 คือคำตอบเดียวที่จะตอบสนองทุกความต้องการได้อย่างแน่นอน”
ดีไซน์เพื่อมอบประสบการณ์ระดับพรีเมี่ยม
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนส่วนมากให้ความสำคัญกับดีไซน์การออกแบบที่ทันสมัย ไม่เพียงแค่ความรู้สึกต่อสัมผัสภายนอกเท่านั้น แต่รวมถึงประสบการณ์ที่ได้รับจากการใช้งาน ดังนั้นทุกองค์ประกอบของกาแลคซี่ โน้ต 10 จึงถูกออกแบบมาให้มีความโฉบเฉี่ยว บางและเรียบง่าย เพื่อให้ผู้ใช้ได้มุ่งความสนใจไปกับคอนเทนต์และใช้เวลากับการสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่
มีให้เลือก 2 ขนาด
เป็นครั้งแรกที่ซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต มาพร้อมตัวเลือก 2 ขนาด เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนที่มีขนาดพอดีในการใช้งานร่วมกับปากกาอัจฉริยะ S Pen ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สามารถถือใช้งานได้อย่างง่ายดาย บนหน้าจอ Cinematic Infinity Display ขนาด 6.3 นิ้ว และ 6.8 นิ้ว ซึ่งถือเป็นหน้าจอที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่กาแลคซี่ โน้ตเคยมีมาก่อน
หน้าจอของกาแลคซี่ โน้ต 10 ถือเป็นเทคโนโลยีหน้าจอที่ดีที่สุดของซัมซุงในขณะนี้ ตั้งแต่โครงสร้างทางกายภาพไปจนถึงเทคโนโลยีเบื้องหลัง ที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้ดื่มด่ำไปกับซีรี่ส์ ภาพยนตร์ และเกมโปรดได้อย่างเต็มที่
ดีไซน์หน้าจอไร้ขอบ (Edge-to-edge)
กาแลคซี่ โน้ต 10 มาพร้อมหน้าจอ Cinematic Infinity Display แบบไร้ขอบ กล้องหน้าถูกออกแบบให้มีขนาดเล็กลงและฝังอยู่บริเวณกึ่งกลางเพื่อดีไซน์สมมาตร โดยหน้าจอแสดงผลนี้จะให้ภาพที่คมชัดสมจริงที่สุด เพื่อสร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อระหว่างไอเดีย การรับชม และการลงมือสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ
หน้าจอแสดงผลที่ดีที่สุด
หน้าจอ Dynamic AMOLED บนกาแลคซี่ โน้ต 10 คือนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลและเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของซัมซุง ทั้งยังได้รับการรับรอง HDR10+ และการปรับโทนภาพแบบอัตโนมัติ (Dynamic Tone Mapping) ทำให้รูปภาพและวิดีโอมีความสว่าง สีสันสดใส และมีเฉดสีที่มากขึ้นกว่าโน้ตรุ่นก่อนๆ นอกจากนี้ หน้าจอของกาแลคซี่ โน้ต 10 ยังผ่านการรับรองจาก UL ให้ความสม่ำเสมอของแสงและสีแม่นยำถึง 98% อีกทั้งเทคโนโลยีหน้าจอถนอมสายตา ช่วยลดแสงสีฟ้าโดยไม่ลดคุณภาพของสีภาพ
ฟีเจอร์การใช้งานที่หลากหลายเพื่อประโยชน์สูงสุด
ผู้ใช้กาแลคซี่ โน้ต คือกลุ่มคนที่ให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตและการทำงานในเวลาเดียวกัน พร้อมทั้งมองว่าสมาร์ทโฟนเป็นตัวช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น ดังนั้นกาแลคซี่ โน้ต 10 จึงประกอบไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพอันทรงพลังในทุกๆ ด้าน ให้ผู้ใช้ทำงานได้อย่างเป็นอิสระตามแบบฉบับของตัวเองเพื่อประโยชน์สูงสุด
เปลี่ยนลายมือเป็นข้อความ
ในครั้งนี้ ความสามารถของ S Pen ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้สามารถจดข้อความลงบนหน้าจอ และเปลี่ยนลายมือเป็นตัวอักษรได้อย่างทันทีบน Samsung Notesพร้อมทั้งยังสามารถแปลงไฟล์ได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Microsoft Word หรือ PDF นอกจากนี้ยังสามารถปรับขนาดและเปลี่ยนสีของตัวอักษรได้ตามต้องการอีกด้วย
วิวัฒนาการของ S Pen
เทคโนโลยี Bluetooth Low Energy ของ S Pen ที่นำเสนอเป็นครั้งแรกบนกาแลคซี่ โน้ต 9 ได้ถูกพัฒนาต่อยอดมาสู่กาแลคซี่ โน้ต 10 โดยการเพิ่มฟีเจอร์ Air Actions ให้ผู้ใช้สามารถควบคุมฟังก์ชั่นที่ต้องการได้ผ่านการจับ S Pen เคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ต้องการ ทั้งยังพัฒนาซอฟต์แวร์ Air Actions ให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งปุ่มควบคุมได้หลายรูปแบบ เพื่อช่วยให้การเล่นเกมหรือใช้งานแอพพลิเคชั่นโปรดผ่านการแสดงออกของท่าทางได้ง่ายดายยิ่งขึ้น
Samsung DeX สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
Samsung DeX บนกาแลคซี่ โน้ต 10 ถูกพัฒนาให้สมาร์ทโฟนสามารถทำงานร่วมกันกับ PC หรือระบบปฏิบัติการ MacOS ได้ง่ายขึ้น ด้วยการเชื่อมต่อผ่าน USB ที่รองรับ ผู้ใช้งานสามารถลากและวางไฟล์ระหว่างอุปกรณ์ และใช้งานแอพพลิเคชั่นที่ชอบผ่านเมาส์และคีย์บอร์ด ในขณะเดียวกันยังป้องกันข้อมูลส่วนตัวบนสมาร์ทโฟนผ่านระบบรักษาความปลอดภัยด้วย Samsung Knox
เชื่อมต่อกับ Windows
กาแลคซี่ โน้ต 10 สามารถเชื่อมต่อกับ Windows 10 ด้วย Quick Panel ได้โดยตรงด้วยคลิกเดียว ให้ผู้ใช้สามารถเห็นการแจ้งเตือน ส่งและรับข้อความ อีกทั้งดูรูปภาพได้โดยไม่ต้องละสายตามาที่โทรศัพท์
กล้องระดับโปรสำหรับครีเอเตอร์
กาแลคซี่ โน้ต 10 ถูกพัฒนาขึ้นพร้อมกับเทคโนโลยีของกล้องถ่ายภาพที่ทำให้ภาพถ่ายออกมาราวกับมืออาชีพ เพื่อตอบโจทย์เหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์และผู้ใช้งานทุกคนให้เข้าถึงอุปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุดในการเก็บภาพและวิดีโอ เพื่อให้คอนเทนต์บนช่องทางของพวกเขาโดดเด่นและน่าจับตามองขึ้นไปอีกขั้น
เทคโนโลยีการถ่ายวิดีโอระดับพรีเมียม
กาแลคซี่ โน้ต 10 ให้ผู้ใช้สามารถถ่ายวิดีโอออกมาได้อย่างมืออาชีพโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมใดๆ เริ่มด้วยด้วยฟีเจอร์ Live Focus สามารถปรับความหน้าชัดหลังละลายของวิดีโอได้ มาพร้อมนวัตกรรม Zoom-In Mic ช่วยเน้นเสียงในเฟรมที่ต้องการให้ชัดขึ้น และในขณะเดียวกันช่วยลดเสียงของพื้นหลังออกไป และฟีเจอร์ Super Steady รูปแบบใหม่ที่ช่วยป้องกันการสั่นไหวของวิดีโอ ซึ่งสามารถใช้ฟีเจอร์ดังกล่าวในโหมด Hyperlapse ได้อีกด้วย
ตัดต่อวิดีโอได้ง่ายและรวดเร็ว
หลังจากบันทึกวิดีโอแล้ว สามารถตัดต่อและปรับแต่งวิดีโอขั้นพื้นฐานบนกาแลคซี่ โน้ต 10 ได้ทันทีด้วย Video Editor โดยสามารถใช้งานร่วมกับปากกา S Pen เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการปรับแต่งและเลือกเฟรมที่ต้องการแทนการใช้มือสัมผัส สำหรับครีเอเตอร์ที่ต้องการการตัดต่อที่ซับซ้อนขึ้น กาแลคซี่ โน้ต 10 ยังมี Adobe Rush ที่มาพร้อมชุดเครื่องมือตัดต่อวิดีโอระดับมือโปร
บันทึกวิดีโอหน้าจอ
สำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการเพิ่มเอกลักษณ์ของตัวเองขณะสตรีมมิ่ง หรือบล็อกเกอร์ที่อยากสร้างคอนเทนต์ให้น่าสนใจยิ่งขึ้น กาแลคซี่ โน้ต 10 นำเสนอฟีเจอร์ Screen Recorderที่ช่วยบันทึกภาพที่อยู่บนหน้าจออย่างง่ายดาย ใช้โหมด Picture-in-Picture เพื่อเพิ่มรีแอคชั่น และใช้ S Pen เพิ่มลูกเล่นบนวิดีโอได้
AR Doodle และ 3D Scanner
เทคโนโลยี AR และ 3D ถูกพัฒนาอยู่ในกล้องของกาแลคซี่ โน้ต 10 รวมไปถึงกล้อง Ultra Wide เพื่อเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับทุกคน โดยสามารถเพิ่มเอกลักษณ์ของตัวเองโดยการใช้ S Pen ในการสร้างสรรค์รูปภาพ วาดเอฟเฟค หรือภาพเคลื่อนไหวลงบนภาพถ่ายได้ด้วย AR Doodle นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี 3D Scanner เป็นครั้งแรกที่กาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส จะมาพร้อมกับกล้อง DepthVision ที่สามารถสแกนวัตถุและเปลี่ยนให้เป็นภาพเคลื่อนไหว 3 มิติได้
โหมดถ่ายภาพกลางคืน
มื่อต้องการถ่ายเซลฟี่ในที่แสงน้อย ไม่ว่าจะเป็นในร้านอาหาร คอนเสิร์ต หรือแม้แต่ระหว่างการชมพระอาทิตย์ตกดิน โหมดถ่ายภาพกลางคืน หรือ Night Mode พร้อมใช้งานบนกล้องหน้า เพื่อให้ผู้ใช้สามารถถ่ายเซลฟี่ที่สมบูรณ์แบบได้ทุกที่ทุกสถานการณ์
ประสิทธิภาพที่เหนือชั้นเพื่อผู้ใช้งาน
ผู้ใช้งานกาแลคซี่ โน้ต มักจะมีการใช้งานสมาร์ทโฟนที่นอกเหนือไปจากการใช้งานพื้นฐานในชีวิตประจำวัน อาทิ ใช้เพื่อทำงาน ใช้ตัดต่อวิดีโอลงบนช่องทางโซเชียลมีเดีย ใช้สร้างงานศิลปะผ่าน S Pen เป็นต้น จึงเป็นเหตุผลให้กาแลคซี่ โน้ต 10 ถูกพัฒนามาพร้อมกับฮาร์ดแวร์ระดับสูงและฟีเจอร์ที่เหนือกว่าที่เคยมีมา
Super Fast Charging
ด้วยการชาร์จเพียง 30 นาที กาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส สามารถใช้งานได้ยาวนานตลอดทั้งวัน รองรับการชาร์จเร็วสูงสุดถึง 45W ด้วยที่ชาร์จแบบมีสาย
Wireless PowerShare
ผู้ใช้งานสามารถนำ กาแลคซี่ วอทช์, กาแลคซี่ บัดส์, หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับระบบ Qi มาชาร์จแบบไร้สายกับกาแลคซี่ โน้ต 10 ได้
เกมมิ่ง
เนื่องจากโมบายเกมมิ่งในปัจจุบันใช้การประมวลภาพกราฟฟิกที่สูงมาก เหล่าเกมเมอร์จึงต้องการสมาร์ทโฟนที่มีสเปคทรงพลัง กาแลคซี่ โน้ต 10 มาพร้อมกับเทคโนโลยีระบายความร้อนที่บางที่สุดในโลก (Vapor Chamber Cooling System) เพื่อมอบประสิทธิภาพในการการเล่นเกมที่ดีที่สุดบนอุปกรณ์ที่มีความโฉบเฉี่ยวและเพรียวบาง และด้วยนวัตกรรม AI ใน Game Booster ทำให้สามารถเพิ่มและลดการใช้พลังงานในแต่ละเกมได้
Hyper-fast Speed
ผู้ใช้กาแลคซี่ โน้ต 10 สามารถสัมผัสประสบการณ์การเชื่อมต่อที่เร็วที่สุดของผู้ให้บริการเครือข่ายได้ผ่านตัวเลือกของสัญญานในรูปแบบ LTE
บนผลิตภัณฑ์เหล่านี้ คือบริการจากซัมซุงที่มอบประสบการณ์การเชื่อมต่อถึงกันและสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้งานกาแลคซี่ บริการ Samsung Pay มอบทางเลือกในการชำระเงินที่รวดเร็วและปลอดภัย Samsung Health ช่วยติดตามและช่วยให้ผู้ใช้บรรลุเป้าหมายด้านสุขภาพได้อย่างราบรื่น และ Samsung Knox โซลูชั่นที่ช่วยรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลต่างๆ นอกจากนี้ยังมี Bixby หรือแพลตฟอร์มอัจฉริยะของซัมซุง
ที่ช่วยรองรับการใช้งานและใช้ชีวิตได้ง่าย เป็นระเบียบ และเชื่อมกันได้มากยิ่งขึ้น

เครดิต : (INNnews) https://www.innnews.co.th

สมาร์ตโฟนคือหน้าต่างในการติดต่อกับโลกกว้างของใครหลายคน แต่ถ้ามันเป็นหน้าต่างที่เปิดให้คนภายนอกเข้ามายุ่มยามในชีวิตส่วนตัวของคุณล่ะ?
คุณเคยคิดบ้างไหมว่า อาจจะมีสายลับแฝงตัวอยู่ในกระเป๋าของคุณ
ลองจินตนาการว่า แฮ็กเกอร์สามารถติดตั้งสปายแวร์ลงในโทรศัพท์ของคุณจากระยะไกลได้ ทำให้พวกเขาเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างในโทรศัพท์ของคุณ รวมถึงข้อความที่เข้ารหัส อาจจะถึงขั้นควบคุมไมโครโฟนและกล้องได้ด้วย
เหตุการณ์เช่นนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดูไกลเกินความเป็นจริงก็ได้ เรามีหลักฐานสำคัญที่ระบุว่า มีการใช้ซอฟต์แวร์เพื่อแกะรอยผู้สื่อข่าว นักเคลื่อนไหว และทนายความ จำนวนมากทั่วโลก
แต่ใครที่ทำเรื่องแบบนี้ และเหตุผลคืออะไร? เราจะทำอะไรได้บ้าง เพื่อป้องกันปัญหานี้
ไมก์ เมอร์เรย์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์ของ Lookout ในนครซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นบริษัทที่ช่วยเหลือรัฐบาลต่าง ๆ ภาคธุรกิจและผู้บริโภคในการรักษาข้อมูลของตัวเองให้ปลอดภัย
เขาเล่าถึงวิธีการทำงานของ ซอฟต์แวร์สอดแนมที่ชาญฉลาดที่สุดเท่าที่เคยมีการพัฒนาขึ้น ซอฟต์แวร์นี้ทรงพลังมากจนได้รับการจัดอันดับให้เป็นอาวุธอย่างหนึ่ง และการซื้อขายต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด ไมก์ บอกว่า "ผู้ใช้งานซอฟต์แวร์นี้ สามารถแกะรอยคุณได้ด้วยจีพีเอสของคุณ"
"พวกเขาสามารถเปิดไมโครโฟนและกล้องเมื่อไหร่ก็ได้ และบันทึกทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัวคุณ มันแอบเข้าแอปพลิเคชัน โซเชียลมีเดียที่คุณมีทุกแอปฯ ได้ด้วย มันขโมยภาพถ่ายและหมายเลขโทรศัพท์ และข้อมูลในปฏิทินของคุณได้ รวมถึงอีเมลและเอกสารทุกอย่างที่คุณมี"
"มันเปลี่ยนโทรศัพท์ของคุณให้เป็นอุปกรณ์ดักฟัง ที่พวกเขาใช้แกะรอยคุณได้ และขโมยข้อมูลทุกอย่างในนั้น"
สปายแวร์ เกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว เป็นการเปิดทางสู่โลกใบใหม่
ซอฟต์แวร์นี้ ไม่ได้สกัดข้อมูลที่อยู่ระหว่างทาง ซึ่งปกติจะถูกเข้ารหัสไว้แล้ว แต่เมื่อมีสปายแวร์อยู่ในเครื่อง มันจะใช้ประโยชน์จากหน้าที่การทำงานต่าง ๆ ของโทรศัพท์ได้ เทคโนโลยีนี้มีความก้าวหน้ามาก และแทบจะไม่สามารถตรวจจับได้เลย
บล็อกเกอร์อังกฤษตกเป็นเป้าหมาย
คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า ใครอยู่เบื้องหลังอีเมล์ที่ถูกส่งมา
โรรี โดนากี เป็นบล็อกเกอร์ ที่ก่อตั้งกลุ่มรณรงค์ตะวันออกกลางและจัดทำเว็บไซต์ขึ้น เขารายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตั้งแต่การปฏิบัติต่อแรงงานอพยพไปจนถึงนักท่องเที่ยวที่มีปัญหาด้านกฎหมาย
มีคนติดตามอ่านเรื่องที่เขาเขียนไม่กี่ร้อยคน และพาดหัวเรื่องของเขาก็ไม่ได้มีอะไรหวือหวามากกว่าไปที่เห็นตามข่าวต่าง ๆ ในแต่ละวัน เมื่อเขาย้ายไปทำงานให้กับเว็บไซต์ข่าว มิดเดิล อีสต์ อาย (Middle East Eye) ก็ได้เกิดเรื่องไม่ชอบมาพากลขึ้น เขาเริ่มได้รับอีเมลแปลก ๆ จากคนที่ไม่รู้จัก และในอีเมลมีลิงก์แนบมาด้วย
โรรี ส่งต่ออีเมลที่น่าสงสัยนี้ให้กับกลุ่มวิจัยที่ชื่อว่า ซิติเซน แล็บ (Citizen Lab) ที่มหาวิทยาลัยโทรอนโต ซึ่งเป็นกลุ่มที่ช่วยตรวจสอบการสอดแนมดิจิทัลต่อผู้สื่อข่าวและคนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน พวกเขายืนยันว่า ลิงก์ในอีเมลดังกล่าวจะทำให้เขาดาวน์โหลดมัลแวร์เข้ามาในเครื่อง และยังช่วยแจ้งผู้ส่งอีเมลด้วยว่า เขามีโปรแกรมต้านไวรัสชนิดไหนอยู่ในเครื่องบ้าง เพื่อที่จะทำให้เครื่องตรวจไม่พบมัลแวร์นั้น ซึ่งเป็นวิธีที่ชาญฉลาดมาก คนที่พยายามสอดแนมโรรีอยู่ปรากฎว่า เป็นบริษัทสอดแนมทางไซเบอร์ที่ร่วมงานกับรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในกรุงอาบูดาบี ซึ่งช่วยจับตามองกลุ่มต่าง ๆ ที่รัฐบาลเชื่อว่า เป็นพวกสุดโต่งและมีความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติ
พวกเขาถึงขั้นตั้งชื่อรหัสเรียกบล็อกเกอร์อังกฤษที่ไม่ได้มีผู้ติดตามมากคนนี้ว่า "จิโร" (Giro) ด้วย และได้จับตามองสมาชิกในครอบครัวของเขา รวมถึง การเคลื่อนไหวของเขาทุกอย่าง
นักเคลื่อนไหวสิทธิพลเมืองที่ตกเป็นเป้า
ระวังเวลาจะแตะอะไรบนหน้าจอ อาห์เหม็ด มันซูร์ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิพลเมืองที่เคยได้รับรางวัลและเป็นที่รู้จัก ตกเป็นเป้าหมายในการสอดแนมของรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มานานหลายปี ในปี 2016 เขาได้รับข้อความน่าสงสัย เขาจึงได้ส่งต่อไปให้กับ ซิติเซน แล็บ ทีมงานวิจัยได้ลองใช้ไอโฟนที่ไม่มีข้อมูลสำคัญอยู่ในเครื่อง คลิกที่ลิงก์ และสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้พวกเขาตกตะลึง ไอโฟนถูกควบคุมจากระยะไกล และข้อมูลถูกส่งออกไปจากเครื่อง
ไอโฟน เป็นหนึ่งในโทรศัพท์ที่มีความปลอดภัยมากที่สุดในตลาด แต่สปายแวร์ดังกล่าว ซึ่งเป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์ที่ชาญฉลาดที่สุดในบรรดาซอฟต์แวร์ประเภทเดียวกันเท่าที่มีคนเคยพบเห็น ยังสามารถพบจุดบกพร่องในระบบของแอปเปิลได้ ทำให้แอปเปิลต้องอัปเดตไอโฟนทุกเครื่องในโลก
ขณะนี้ยังไม่มีความแน่ชัดว่า มีข้อมูลใดที่หลุดไปจากโทรศัพท์ของมันซูร์บ้าง แต่เขาถูกจับกุมตัวในเวลาต่อมา และถูกจำคุก 10 ปี ขณะนี้เขาถูกแยกขังเดี่ยว
สถานทูตสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในกรุงลอนดอน บอกกับบีบีซีว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยึดมั่นในมาตรฐานสากลและกฎหมายภายในประเทศอย่างเข้มงวด แต่เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ทางการจะไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องของข่าวกรอง...
ผู้สื่อข่าวที่ตกเป็นเป้า
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีคนที่ไม่รู้จักลอบฟังบทสนทนาของคุณ ในเดือน ต.ค. 2018 จามาล คาชูจกิ ผู้สื่อข่าว เดินเข้าไปในสถานทูตซาอุดีอาระเบียในนครอิสตันบูล จากนั้นก็ไม่ปรากฏตัวอีกเลย เขาถูกสังหารโดยสายลับของรัฐบาลซาอุฯ โอมาร์ อับดุลอาซิซ เพื่อนของเขา พบว่าโทรศัพท์ของเขาถูกแฮ็ก โดยเขากล่าวหาว่า เป็นฝีมือของรัฐบาลซาอุฯ โอมาร์ เชื่อว่า การแฮ็กนี้มีส่วนสำคัญที่นำไปสู่การสังหารนายคาชูจกิ พวกเขาติดต่อกันเป็นประจำ และเคยหารือกันเกี่ยวกับเรื่องการเมืองและโครงการที่ทำร่วมกันหลายครั้ง
รัฐบาลซาอุฯ รับทราบถึงการหารือนี้และยังเข้าถึงการส่งเอกสารหรือไฟล์ต่าง ๆ ที่ทั้งสองคนส่งหากันมาเป็นเวลานานแล้ว รัฐบาลซาอุฯ ระบุว่า มีซอฟต์แวร์ที่มุ่งร้ายตามโทรศัพท์มือถือจำนวนมาก และมีการส่งต่อหมุนเวียนกันไป ไม่มีหลักฐานใดที่ระบุว่า ซาอุดีอาระเบียอยู่เบื้องหลัง
การแฮ็กที่เกิดขึ้นใกล้ตัวคุณ
"เทคโนโลยีที่ไม่ต้องใช้การคลิก" อาจเป็นการเปิดช่องให้เข้าสู่ซอฟต์แวร์ของโทรศัพท์ได้ง่ายที่สุด ในเดือน พ.ค. 2019 มีเหตุล่วงละเมิดด้านความปลอดภัยของแอปพลิเคชันวอตส์แอปป์ที่โด่งดังเกิดขึ้น ปกติคนจำนวนมากใช้แอปฯ นี้ ในการพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัวเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ทั่วไปในชีวิตประจำวัน หากคุณคิดว่า การแฮ็กที่เกิดขึ้น คือ การมีคนมาแอบฟังเวลาคุณโทรคุยผ่านวอตส์แอปป์ อาจจะต้องคิดใหม่
แอปฯ นี้ เป็นเพียงจุดที่เปิดช่องให้เข้าซอฟต์แวร์ของโทรศัพท์เท่านั้น เมื่อเปิดแอปฯ แฮ็กเกอร์จะสามารถดาวน์โหลดสปายแวร์เข้าเครื่องได้ ผู้รับไม่ต้องคลิกลิงก์ใด ๆ ทั้งสิ้น โทรศัพท์จะถูกเจาะเข้าระบบได้ด้วยการใช้แอปฯ นี้โทรออกและวางสาย การแฮ็กเช่นนี้ รู้จักกันในชื่อว่า เทคโนโลยีที่ไม่ต้องใช้การคลิก หรือ ซีโรคลิกเทคโนโลยี (zero click technology)
วอตส์แอปป์ต้องรีบแก้ไขปัญหานี้ให้แก่ผู้ใช้งาน 1,500 ล้านคน แต่ไม่มีใครรู้ว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการแฮ็กนี้คือใคร ครั้งนี้วอตส์แอปป์ถูกโจมตี แต่ครั้งต่อไปจะถึงคราวของแอปฯ ไหน และใครที่ทำแบบนั้น
สู้กลับ
ใครต้องรับผิดชอบต่อการนำสปายแวร์ไปใช้งานในทางที่ผิด ผู้พัฒนาสปายแวร์ยังคงให้บริการและซ่อมแซมสปายแวร์ให้หลังการขาย
ผู้พัฒนาสปายแวร์ประเภทนี้จำเป็นต้องมีใบอนุญาตส่งออกพิเศษ เช่นเดียวกับสัญญาด้านกลาโหม ต้องซื้อขายกันเพื่อวัตถุประสงค์ในการหยุดยั้งอาชญากรอันตรายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ ซิติเซน แล็บ ได้รวบรวมเอกสารที่พวกเขาเชื่อว่า รัฐบาลที่ซื้อสปายแวร์นี้มาใช้ นำมันไปใช้งานในทางที่ผิด ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ควรจะต้องรับผิดชอบต่อการล่วงละเมิดเหล่านี้ด้วยหรือไม่
ซอฟต์แวร์นี้ต่างไปจากอาวุธอื่น ๆ อย่างปืน เมื่อขายไปแล้ว ผู้พัฒนายังคงให้บริการและซ่อมแซมสปายแวร์ให้หลังการขาย ดังนั้นพวกเขาควรจะถูกตำหนิด้วยหรือไม่ หากซอฟต์แวร์ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดขึ้น
ผู้เล่นสำคัญในตลาดระบบการตรวจสอบข้อมูลสารสนเทศที่ถูกต้องตามกฏหมาย (lawful interception) คือ บริษัทของอิสราเอลที่ชื่อว่า เอ็นเอสโอ กรุ๊ป (NSO Group) ซึ่งอยู่ในวงการนี้มาเกือบ 10 ปีแล้ว และทำเงินได้หลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ทนายความของอับดุลอาซิซ กำลังฟ้องร้องบริษัทนี้ว่า โจรกรรมข้อมูลในโทรศัพท์ของลูกความของเขา
เรื่องนี้จะช่วยกำหนดว่า บริษัทซอฟต์แวร์ควรจะมีบทบาทอย่างไร เมื่อซอฟต์แวร์ถูกขายออกไป เอ็นเอสโอปฏิเสธการขอสัมภาษณ์ แต่ในแถลงการณ์ได้ระบุว่า เทคโนโลยีของทางบริษัทได้ให้เครื่องมือในการป้องกันและสอบสวนอาชญากรรมร้ายแรงแก่ทางหน่วยงานของรัฐที่ได้รับอนุญาต เทคโนโลยีของทางบริษัทได้ช่วยชีวิตผู้คนไว้แล้วจำนวนมาก
ขณะที่ ทนายความของอับดุลอาซิซ เริ่มได้รับโทรศัพท์ลึกลับผ่านทางวอตส์แอปป์
อีกนานแค่ไหน จึงจะตรวจจับสปายแวร์ไม่ได้เลย
หากได้รับข้อความหรืออีเมลจากคนที่ไม่รู้จัก อย่าคลิกลิงก์เด็ดขาด เป้าหมายสูงสุดของอุตสาหกรรมระบบการตรวจสอบข้อมูลสารสนเทศที่ถูกต้องตามกฏหมาย คือการพัฒนาสปายแวร์ที่ไม่สามารถถูกตรวจจับได้ 100%
ถ้าพวกเขาทำสำเร็จ จะไม่มีใครแจ้งการล่วงละเมิดได้ เพราะไม่มีใครรู้ว่ามีการล่วงละเมิดเกิดขึ้น เราจะต้องอยู่ในกำมือของผู้พัฒนาสปายแวร์ ไม่ว่าเขาจะใช้มันอย่างถูกกฎหมายหรือไม่
ฟังดูเหมือนเรื่องราวในภาพยนตร์เรื่อง เจมส์ บอนด์ แต่นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในโลกใหม่นี้ การคุกคามมีอยู่จริง และเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องคำนึงถึงในอนาคต

เครดิต : (BBC) https://www.bbc.com/thai

หัวเว่ยเปิดตัว Ascend 910 โพรเซสเซอร์ AI ที่ทรงพลังที่สุดในโลก และ MindSpore เฟรมเวิร์กการประมวลผล AI สำหรับทุกสถานการณ์
“โครงการของเรามีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ที่เราประกาศกลยุทธ์ที่มุ่งเน้น AI ไปเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว” มร. อีริค สวี่ ประธานกรรมการบริหารแบบหมุนเวียนตามวาระ กล่าว “ทุกอย่างดำเนินไปตามแผน ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาไปจนถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ เราได้ให้สัญญาไว้ว่าจะสร้างพอร์ตโฟลิโอ AI ที่ครบวงจรสำหรับทุกสถานการณ์ และวันนี้เราทำสำเร็จแล้ว ด้วยการเปิดตัว Ascend 910 และ MindSpore การเปิดตัววันนี้นับเป็นความสำเร็จอีกขั้นจากกลยุทธ์ AI ของหัวเว่ย”
มร. อีริค สวี่ ประธานกรรมการบริหารแบบหมุนเวียนตามวาระ ประกาศการเปิดตัว Ascend 910 โพรเซสเซอร์ AI และ MindSpore เฟรมเวิร์กการประมวลผล AI
Ascend 910
ประสิทธิภาพในการประมวลผลที่เหนือกว่าโพสเซสเซอร์ AI ทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกนี้ Ascend 910 เป็นโพสเซสเซอร์ AI ใหม่จากชิปเซ็ตในซีรีส์ Ascend-Max ของหัวเว่ย โดยหัวเว่ยได้ประกาศสเปกที่คาดไว้ของโพสเซสเซอร์ตัวนี้ในงานหัวเว่ย คอนเน็กต์ 2018 หลังจากที่ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าโพรเซสเซอร์ Ascend 910 บรรลุเป้าหมายด้านประสิทธิภาพโดยใช้พลังงานน้อยกว่าที่คาดไว้มาก
ในการทดสอบจำนวนจุดลอยตัวแบบฮาล์ฟ เพรซิชั่น (FP16) Ascend 910 ทำความเร็วเท่ากับ 256 เทราฟล็อปส์ และทำความเร็วเท่ากับ 512 เทราฟล็อปส์ สำหรับการคำนวณอินเทอเจอร์ เพรซิชั่น (INT8) นอกจากประสิทธิภาพจะเหนือกว่าแบบเทียบกันไม่ติดแล้ว อัตราการใช้พลังงานสูงสุดของ Ascend 910 ยังอยู่ที่ 310 วัตต์อีกด้วย ซึ่งน้อยกว่าสเปกที่คาดการณ์ไว้ที่ 350 วัตต์
“Ascend 910 ทรงพลังกว่าที่เราคิดไว้มาก” มร. สวี่ กล่าว “พลังในการประมวลผลของตัวนี้นั้นเหนือกว่าโพสเซสเซอร์ AI ตัวอื่นๆ ในโลกแบบไม่ต้องสงสัย”
Ascend 910 นำมาใช้ในการเทรนโมเดล AI ในเซสชันการเทรนปกติโดยอิงจาก ResNet-50 เมื่อใช้ Ascend 910 และ MindSpore ร่วมกัน การเทรนโมเดล AI จะเร็วขึ้น 2 เท่าเมื่อเทียบกับการ์ดการเทรนอื่นๆ ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายผ่าน TensorFlow
ในอนาคต หัวเว่ยจะยังลงทุนกับโพรเซสเซอร์ AI เพื่อมอบพลังการประมวลผลที่สมบูรณ์ เข้ากับทุกสถานการณ์ และมีราคาที่เหมาะสม ตลอดจนตอบสนองความต้องการในสถานการณ์ที่หลากหลาย (เช่น เอจคอมพิวติ้ง การประมวลผลในยานพาหนะสำหรับการขับขี่อัตโนมัติ และการเทรนโมเดล)
หลังจากที่เปิดตัวไปก็เริ่มมีการใช้งาน Ascend 310 ในผลิตภัณฑ์และบริการคลาวด์รูปแบบต่างๆ เช่น โมบายดาต้าเซ็นเตอร์ (MDC) ของหัวเว่ย ซึ่งใช้ Ascend 310 ก็ได้ให้บริการแก่ผู้ผลิตยานพาหนะชั้นนำหลายราย ไม่ว่าจะเป็น ชัทเทิลบัส ยานพาหนะพลังงานใหม่ และการขับขี่อัตโนมัติ ตอนนี้ การ์ดและเซิร์ฟเวอร์เร่งความเร็วในซีรีส์ Atlas ที่ขับเคลื่อนโดย Ascend 310 นั้นเป็นส่วนหนึ่งของโซลูชันในอุตสาหกรรมนับสิบรายการ (เช่น ระบบขนส่งแบบสมาร์ทและสมาร์ทกริด) ซึ่งพัฒนาโดยพันธมิตรหลายสิบราย
Ascend 310 ยังเข้ามามีส่วนช่วยบริการหัวเว่ยคลาวด์ ในด้านการวิเคราะห์รูปภาพ การแปลงภาพเอกสารให้กลายเป็นข้อความ (OCR) และการวิเคราะห์วิดีโออัจฉริยะ ตอนนี้มี API กว่า 50 รายการที่ใช้บริการเหล่านี้ ณ ตอนนี้ จำนวนการเรียก API ต่อวันมีจำนวนเกิน 100 ล้านครั้งแล้ว และคาดว่าจะเป็น 300 ล้านครั้งภายในสิ้นปี 2019 มีบริษัทกว่า 100 แห่งที่กำลังใช้ Ascend 310 เพื่อพัฒนาอัลกอริทึมของตนเอง

ModelArts ของหัวเว่ยมอบบริการการพัฒนาโมเดลที่ทำงานอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การเก็บรวบรวมข้อมูล การพัฒนาโมเดล ไปจนถึงการเทรนและการนำโมเดลไปใช้งาน ณ ตอนนี้ มีนักพัฒนาซอฟต์แวร์กว่า 30,000 รายที่ใช้ ModelArts จัดการการเทรนกว่า 4,000 งานต่อวัน (รวมทั้งหมด 32,000 ชั่วโมงการเทรน) จากงานทั้งหมด มีงาน 85% ที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลภาพ 10% เป็นการประมวลผลข้อมูลเสียง และ 5% เกี่ยวข้องกับแมชชีนเลิร์นนิง
ด้วยการเปิดตัว Ascend 910 และ MindSpore หัวเว่ยได้เผยให้เห็นองค์ประกอบหลักของพอร์ตโฟลิโอ AI แบบครบวงจรสำหรับการใช้งานทุกสถานการณ์ “ทุกอย่างดำเนินไปตามแผน เราได้ให้สัญญาไว้ว่าจะสร้างพอร์ตโฟลิโอ AI ที่ครบวงจรสำหรับทุกสถานการณ์ และวันนี้เราทำสำเร็จแล้ว” มร. สวี่ กล่าว การเปิดตัวในวันนี้เป็นก้าวใหม่ที่สำคัญในโรดแมปด้าน AI ของหัวเว่ย และยังเป็นดั่งการเริ่มต้นใหม่อีกด้วย
ในช่วงท้ายของการนำเสนอ มร. สวี่ กล่าวเสริมว่า หัวเว่ยจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ AI ที่สะเทือนวงการเพิ่มอีกที่งานสัมมนาที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่าง หัวเว่ย คอนเน็กต์ 2019 ซึ่งจะจัดขึ้นที่เซี่ยงไฮ้ ตั้งแต่ 18-20 กันยายน 2019 หัวเว่ยจะทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับพันธมิตร เพื่อการมีการใช้งาน AI ในวงกว้างและทำให้คนเข้าถึง AI ได้ง่ายขึ้น พร้อมนำประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลไปสู่คนทุกคน บ้านทุกหลัง และองค์กรทุกแห่ง

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

บริษัท Boring Co ของมหาเศรษฐีนักพัฒนาเทคโนโลยี อิลอน มัสก์ หาเงินลงทุนได้เพิ่มอีก $117 ล้านดอลลาร์ในการระดมทุนครั้งล่าสุด โดยมาจากนักลงทุนที่ไม่เปิดเผยชื่อ 20 รายด้วยกัน จากการเปิดเผยของบริษัทเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ Boring Co เคยระดมทุนได้มาแล้ว 112 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ซึ่งมัสก์เป็นผู้ลงทุนราว 90% ของเงินจำนวนดังกล่าว
Boring Co
คือบริษัทที่ อิลอน มัสก์ ก่อตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ขุดเจาะอุโมงค์สำหรับระบบขนส่งใต้ดินความเร็วสูงแห่งอนาคตที่เรียกว่า Hyperloop ที่มีเป้าหมายสร้างระบบขนส่งความเร็วสูงที่ปลอดภัย ประหยัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
Boring Co ได้สร้างอุโมงค์ทดลองเสร็จสิ้นไปแล้วที่เมืองฮอว์ธอร์น รัฐแคลิฟอร์เนีย และมีแผนจะก่อสร้างอุโมงค์เพิ่มที่นครชิคาโกและนครลาสเวกัสเร็วๆ นี้
Hyperloop คือระบบท่อขนส่งแรงดันต่ำที่ใช้ยานพาหนะคล้ายแคปซูลในการเดินทางภายในท่อนั้น ทำให้เดินทางได้เร็วเพราะมีแรงต้านทานน้อย และประหยัดพลังงาน โดยตัวท่อจะมีทั้งส่วนที่อยู่เหนือพื้นดินและอยู่ใต้ดิน
อิลอน มัสก์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า Tesla และบริษัทด้านอวกาศ SpaceX ด้วยนั้น ระบุว่า ระบบรถด่วน Hyperloop จะสามารถสร้างสถิติโลกขึ้นมาใหม่สำหรับการเดินทางภาคพื้นดิน ด้วยความเร็วใกล้เคียง 1,200 กม./ชม.
นั่นหมายความว่า ระยะทางจากนครลอสแองเจลลีสไปนครลาสเวกัส ที่ปกติแล้วใช้เวลาขับรถราว 4 ชม. จะย่นเหลือเพียง 30 นาทีหากเดินทางด้วย Hyperloop

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

บริษัทซิโนยีน ไบโอเทคโนโลยี (Sinogene Biotechnology) ธุรกิจเอกชนด้านเทคโนโลยีชีวภาพของจีน เปิดตัวลูกแมวชื่อ "ต้าซ่วน" หรือ "น้องกระเทียม" ซึ่งเป็นแมวที่โคลนได้สำเร็จเป็นตัวแรกของประเทศ ทั้งยังเผยแผนการพัฒนาธุรกิจโคลนสัตว์เลี้ยงซึ่งกำลังเป็นที่นิยมให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น โดยจะเร่งวิจัยเพื่อหาทาง "โอนถ่ายความทรงจำ" จากสัตว์ตัวต้นแบบมาสู่ตัวโคลนให้ได้ในอนาคต
หนังสือพิมพ์โกลบอลไทมส์ของทางการจีนรายงานว่า ทางบริษัทซิโนยีนฯ ได้แถลงถึงแผนการที่เตรียมจะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) รวมทั้งระบบ Human - Machine Interface (HMI) ซึ่งเชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างคนและเครื่องจักร มาใช้เก็บข้อมูลความทรงจำของสัตว์เลี้ยงตัวต้นแบบ หรือแม้กระทั่งถ่ายโอนความทรงจำดังกล่าวให้กับสัตว์ที่โคลนจากตัวต้นแบบได้ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทไม่ได้ชี้แจงในรายละเอียดว่าการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่าการถ่ายโอนความทรงจำในสิ่งมีชีวิตนั้นสามารถทำได้
นายไหล เหลียงเสวีย หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ของบริษัทซิโนยีนฯ บอกว่า สัตว์ที่เกิดจากการโคลนนั้นแม้จะมีรูปร่างหน้าตาและข้อมูลทางพันธุกรรมเหมือนกับสัตว์ตัวต้นแบบทุกประการ แต่ก็มีบุคลิก อารมณ์ความรู้สึก และลักษณะนิสัยที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ซึ่งความแตกต่างตรงนี้เจ้าของสัตว์เลี้ยงบางคนที่นำสัตว์ตัวโปรดมาโคลนทำสำเนาเอาไว้ก็อาจจะไม่ต้องการ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจรับโคลนสัตว์เลี้ยงที่เสียชีวิตลงเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่ชาวจีน โดยเป็นบริการที่ช่วยปลอบประโลมเจ้าของที่ต้องสูญเสียสัตว์เลี้ยงแสนรักไปให้ไม่ต้องรู้สึกเศร้าโศกเสียใจมากนัก เพราะยังมีตัวโคลนที่รูปร่างหน้าตาเหมือนกันทุกประการมาทดแทน เสมือนว่าสัตว์เลี้ยงตัวเดิมไม่ได้จากไปไหน
ในกรณีของ "น้องกระเทียม" ลูกแมวโคลนตัวล่าสุดนั้น เจ้าของบอกว่าตัดสินใจว่าจ้างให้บริษัทซิโนยีนฯ ทำการโคลนแมวตัวโปรดที่ตายลงเพราะโรคทางเดินปัสสาวะ โดยมีสนนราคาค่าบริการที่ 250,000 หยวน หรือราว 1.1 ล้านบาท ส่วนการโคลนสุนัขนั้นจะมีราคาแพงกว่าที่ 380,000 หยวน หรือราว 1.6 ล้านบาท
เมื่อปีที่แล้วบริษัทเดียวกันได้โคลนสุนัขพันทางชื่อ "กั่วจือ" ซึ่งเป็นดาวดังทางโทรทัศน์ของจีนได้สำเร็จ โดยเพาะเซลล์ที่ได้จากสุนัขต้นแบบให้กลายเป็นตัวอ่อนเสียก่อน แล้วจึงปลูกถ่ายตัวอ่อนนั้นเข้าไปในครรภ์ของสัตว์ที่เป็นแม่อุ้มบุญ ซึ่งจะอุ้มท้องและคลอดลูกสุนัขที่เหมือนกับตัวต้นแบบทุกประการเมื่อครบกำหนด
แม้การโคลนสิ่งมีชีวิตจะมีปัญหาในทางเทคนิคและจริยธรรมอยู่บ้าง เนื่องจากสัตว์ที่เกิดมาด้วยวิธีนี้มักมีปัญหาทางสุขภาพและมีอายุสั้นกว่าสัตว์ชนิดเดียวกันที่เกิดมาด้วยวิธีธรรมชาติ แต่นายไหลยืนยันว่าสุนัขและแมวที่เกิดจากการโคลนของทางบริษัท มีแนวโน้มจะมีอายุขัยเฉลี่ยเท่ากับสัตว์ชนิดเดียวกันโดยทั่วไป

เครดิต : (BBC) https://www.bbc.com/thai